“ที่นี่คือเมืองท่าสินะ”
วันรุ่งขึ้นหลังหาเงินสำหรับเดินทางไปนครหลวงได้ครบ ผมไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย รีบมุ่งหน้ามายังเมืองท่ามินาตัน ซึ่งอยู่ห่างจากเอเลียราวห้าชั่วโมง การเดินทางสงบราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
ทางเข้าเมืองตั้งอยู่บนพื้นที่สูง จึงมองเห็นทั่วทั้งเมือง ที่ท่าเรือมีเรือใหญ่จอดอยู่สามลำ และยังมีเรือเล็กอีกนับไม่ถ้วน หนึ่งในเรือเหล่านั้นคงเป็นเรือที่ใช้เดินทางข้ามทวีป
“ผมต้องการตั๋วโดยสารทั่วไปของเรือที่มุ่งหน้าไปนครหลวง ต้องซื้อที่ไหนครับ?”
“ซื้อได้ที่บริษัทแม็กเซีย แต่ราคาแพงลิบเลยนะ”
“ถ้าจำไม่ผิด ราคา 3,000,000 กิลใช่ไหม?”
เป็นเงินจำนวนมาก แต่ผมหามาได้แล้ว หากด้วยเหตุผลบางอย่างมันมีราคาถึง 10,000,000 กิล ก็คงต้องกลับเอเลียไปหาเงินเพิ่มอีกครั้ง
“ใช่ ประมาณนั้นแหละ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปที่นั่น ขอบคุณครับ”
ดูเหมือนที่เทเรซาบอกจะถูกต้อง ผมคิดพลางมุ่งหน้าไปยังบริษัทแม็กเซีย
◇
“...สุดยอด”
สำนักงานของบริษัทแม็กเซียใหญ่โตมโหฬาร นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นอาคารสูงห้าชั้นในโลกนี้
ผมเดินเข้าไปด้านใน ทันทีที่ก้าวเข้าอาคาร ก็เห็นเคาน์เตอร์หรูหราตั้งอยู่ตรงทางเข้า พร้อมป้ายเขียนว่า ‘ช่องจำหน่ายตั๋วเรือโดยสารสู่นครหลวง’
เรือโดยสารสุดหรูที่ต้องจ่ายถึง 3,000,000 กิลจึงจะขึ้นได้ ยกเว้นผู้ติดตามของขุนนางและผู้บริหารระดับสูงของกิลด์ ช่องขายตั๋วย่อมหรูหราตามไปด้วย แต่ผมเข้ามาในสถานที่แบบนี้ได้จริงเหรอ? นักผจญภัยแรงก์ F อย่างผมเนี่ยนะ?
ผมเอ่ยกับชายที่ยืนประจำช่องขายตั๋ว
“ผมต้องการขึ้นเรือครับ”
“มีจดหมายแนะนำตัวไหมครับ?”
“ไม่มีครับ”
“ถ้าอย่างนั้นต้องซื้อตั๋วโดยสารทั่วไป ราคา 3,000,000 กิล คุณลูกค้ามีเงินเพียงพอไหมครับ?” ชายคนนั้นถาม
เขาสุภาพแม้กับนักผจญภัย แสดงให้เห็นว่าบริษัทฝึกอบรมพนักงานมาเป็นอย่างดี แต่สีหน้าของเขาดูเหมือนจะคิดว่าผมไม่มีเงิน ก็ไม่แปลกที่จะเชื่อได้ยากว่านักผจญภัยซึ่งแทบไม่มีอุปกรณ์ติดตัว จะพกเงิน 3,000,000 กิลมาด้วย เอาให้ดูก็น่าจะเร็วกว่า
“เท่านี้พอไหมครับ?”
ผมถามพลางนำเหรียญแพลทินัมสามเหรียญออกมาให้ดู ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เขาก็ก้มศีรษะโค้งเก้าสิบองศา
“เพียงพอครับ หรือว่าคุณลูกค้าจะเป็นนักผจญภัยชื่อดัง?”
“ไม่เลยครับ ที่จริงตรงกันข้ามด้วยซ้ำ”
“คุณลูกค้าช่างมีอารมณ์ขันนะครับ ต้องการออกเดินทางเร็วที่สุดเมื่อไรครับ?”
ผมไม่ได้พูดเล่นเสียหน่อย ตอนนี้ยังเป็นแรงก์ F ซึ่งต่ำที่สุดอยู่เลย ดูเหมือนว่าถ้าผมรับคำร้องกำจัดอาร์มีสเปียร์เมาส์จริง ๆ ตอนนี้คงได้ขึ้นเป็นแรงก์ E แล้ว
ช่างเถอะ ไว้จำเป็นจริง ๆ ค่อยเลื่อนแรงก์ ตอนนี้การเป็นแรงก์ F ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไร
“ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีครับ”
“เที่ยวที่ออกเร็วที่สุดจะออกในอีกสามสิบนาที หากต้องการไปเที่ยวนี้ คุณลูกค้าต้องขึ้นเรือทันที สะดวกไหมครับ?”
“ครับ”
ที่จริงผมอยากเดินดูเมืองสักหน่อย แต่ไปถึงนครหลวงเร็วขึ้นก็ไม่เสียหาย ถึงอย่างไร ถ้ายังไม่เปลี่ยนอาชีพ ก็ไม่มีทางก้าวหน้าต่อไปได้
ตอนนี้ แค่ถูกฝูงอาร์มีสเปียร์เมาส์โจมตีก็ทำให้ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำ แต่เมื่อเปลี่ยนอาชีพแล้ว เวทโจมตีเพียงครั้งเดียวก็น่าจะกวาดพวกหนูเหล่านั้นได้หมด ความแตกต่างระหว่างก่อนกับหลังเปลี่ยนอาชีพมีมากถึงขนาดนั้น
มอนสเตอร์ที่โนวิซกำจัดได้กลับถูกจัดไว้ถึงแรงก์ C แต่ตอนนี้ผมพอเดาเหตุผลได้แล้วว่า ทำไมมอนสเตอร์อ่อนแอถึงถูกมองว่าแข็งแกร่ง เหตุผลง่ายมาก ผู้คนในโลกนี้ไม่รู้วิธีต่อสู้ แม้แต่มอนสเตอร์อ่อนแอก็ยังเอาชนะไม่ได้ ในเมื่อไม่รู้วิธีใช้เซลฟ์เคียวหรือทำคริติคอลฮิต ย่อมไม่มีทางรู้วิธีต่อสู้อย่างถูกต้อง
ทั้งที่เป็นแบบนั้น พวกเขาก็ยังเอาชีวิตรอดกันมาได้ แสดงให้เห็นว่ามอนสเตอร์ในโลกนี้อ่อนแอเพียงใด ช่างเป็นโลกที่สงบสุขจริง ๆ ถึงอย่างนั้นก็อาจมีมอนสเตอร์แรงก์ A และ B ที่แข็งแกร่งอยู่เหมือนกัน
“เชิญตามผมมาครับ เหลือเวลาอีกไม่มากก่อนเรือออก เราต้องรีบแล้ว”
ขณะที่กำลังคิดเรื่องมอนสเตอร์ ผู้นำทางก็มาพาผมไปยังเรือ สมกับเป็นบริการของเรือที่ค่าตั๋วสูงถึง 3,000,000 กิลจริง ๆ
“เหลืออีกสิบนาทีก่อนออกเดินทาง ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ”
ผู้นำทางกล่าวลาเมื่อมาถึงห้องพักของผม บนโต๊ะมีแผ่นพับแนะนำการเดินทางวางอยู่
ดูเหมือนการเดินเรือทั้งหมดจะใช้เวลาสามชั่วโมง เรือลำนี้ใช้อัญมณีขับเคลื่อนเรือ ซึ่งเป็นวัตถุโบราณ เพื่อให้แล่นได้รวดเร็วและมั่นคงกว่าเรือทั่วไป
วัตถุโบราณงั้นเหรอ? ฟังดูน่าตื่นเต้นดีนี่
“ไปดูหน่อยแล้วกัน”
ดูเหมือนผู้โดยสารจะไปชมอัญมณีนั้นด้วยตัวเองได้ ตลอดการเดินทางก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ไปดูสักหน่อยคงไม่เสียหาย
ผมขึ้นไปบนดาดฟ้า แล้วเห็นหินเวทมนตร์ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งติดอยู่กับเสากระโดงมหึมา อัญมณีเวทคือหินที่พบได้ในมอนสเตอร์เพียงไม่กี่ชนิด และกักเก็บพลังเวทมหาศาลไว้ ภายใน BBO มันใช้สร้างอุปกรณ์เวทมนตร์ จึงมีราคาซื้อขายสูง อย่างไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่าอัญมณีขับเคลื่อนเรือจะเป็นอัญมณีเวทจริงหรือเปล่า
นำวัตถุโบราณสำคัญมาติดไว้ในจุดที่รักษาความปลอดภัยไม่ดีแบบนี้ จะไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ? ถ้าเสากระโดงหัก อัญมณีก็ร่วงลงมา เก็บไว้ในห้องที่มีการคุ้มกันแน่นหนาน่าจะปลอดภัยกว่ามาก
“มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณลูกค้า?” ลูกเรือคนหนึ่งถาม
ภาพชายคนเดียวที่ยืนจ้องอัญมณีคงดึงดูดความสนใจของเขา
“มีเรื่องหนึ่งที่สงสัย ทำไมถึงติดอัญมณีขับเคลื่อนเรือไว้ในจุดที่รักษาความปลอดภัยไม่ดีล่ะ?”
“อ้อ เรื่องนั้น มีคนถามเราบ่อยเหมือนกันครับ ถ้าไม่ติดอัญมณีไว้ตรงนั้น มันจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ”
เข้าใจแล้ว ดูเหมือนวัตถุโบราณจะใช้งานไม่ง่ายนัก แต่เสากระโดงสร้างจากไม้หนา คงไม่มีอะไรต้องกังวล
“ขอบคุณครับ”
ผมตอบก่อนหันกลับไปยังห้องพัก ระหว่างทางกลับ เห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่บนดาดฟ้า หญิงสาวในชุดหรูหราและเด็กสาวอีกสองคนซึ่งดูเหมือนผู้ใต้บังคับบัญชา กำลังล้อมโต๊ะด้วยสีหน้าหดหู่
“ล้มเหลวอีกแล้ว...”
“หรือว่าเราลงมือเร็วเกินไป?”
“ไม่น่าจะใช่ ในสูตรระบุให้ปรุงระหว่างห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม”
จากที่ได้ยิน พวกเธอกำลังพยายามปรุงโพชัน ผมเหลือบมองโต๊ะซึ่งมีสมุนไพรกระจายอยู่ สิ่งเหล่านั้นคงเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับปรุงโพชัน
ดอกวิญญาณสีแดง ผลพลังชีวิต และปะการังสีเขียว...
“โพชันวิญญาณสีเขียวอ่อน...”
ใน BBO บางครั้งมันถูกใช้เป็นไอเทมสำหรับคำร้อง ผมรู้ทันทีว่าพวกเธอกำลังปรุงอะไร เพราะโพชันที่ใช้ปะการังสีเขียวเป็นวัตถุดิบ และต้องปรุงในช่วงเวลาเฉพาะ มีอยู่เพียงชนิดเดียว
มันไม่ได้ปรุงยากเป็นพิเศษ พวกเธอน่าจะทำกันเองได้ ผมคิดพลางเดินกลับห้อง แต่เสียงหนึ่งกลับเรียกให้หยุด